|
6. การควบคุมดูแล พนักงานทุกคนที่ได้รับการรับรองเข้าเป็นพนักงานแล้ว ไม่ว่าจะเป็น พนักงานประจำ หรือชั่วคราว ทางแผนกบุคคลจะต้องส่งเอกสาร
หรือสำเนาการรับรองเป็นพนักงานประจำและ/หรือชั่วคราว ไปยังแผนกรักษาความปลอดภัย เพื่อเป็นการยืนยันว่าได้รับบุคคลเหล่านี้ เข้ามาทำงานในหน่วยงานของท่านแล้ว และส่งตัวไปพิมพ์นิ้วมือเพื่อทำบัตรประจำตัว
พนักงาน
ต่อไป ส่วนบุคคลอื่นๆ
ที่เกี่ยวกับแผนกใดแผนกหนึ่งของบริษัทฯ เช่น ลูกค้า
หรือผู้มาติดต่อกับแผนกที่ตนเกี่ยวข้อง
ด้วยเป็นผู้รับรองในการขอบัตรผ่าน เข้า-ออก และต้องทวงบัตรคืนจากพวกลูกค้า และผู้มาติดต่อที่หมดสภาพแล้วด้วย และเราจะปฏิบัติดังต่อไปนี้
| 6.1 |
จะจัดให้มีบัตรผ่านสำหรับบุคคลภาพในเพื่อใช้แสดงตน หรือคลิบเหน็บที่กระเป๋าเสื้อ การออกแบบบัตรผ่านเข้าที่ลักษณะที่มีให้ปลอมแปลงได้ง่าย
และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบตามช่วงเวลาที่เห็นสมควร อย่างน้อยจะมีรายละเอียดแสดง ชื่อ รูปถ่าย ส่วนสูง น้ำหนัก ลายมือชื่อผู้ถือบัตร การจัดทำและการจ่ายบัตร
จะต้องควบคุมอย่างกวดขัน |
| 6.2 |
จัดให้มีการบันทึกหลักฐาน สำหรับบุคคลภายนอกผู้มาติดต่อ ผู้มาประชุม หรือมาเยี่ยมเยือนตลอดจนช่างก่อสร้าง ช่างซ่อม โดยมีรายละเอียดคือ วันและเวลาที่ผ่านเข้า ชื่อ ตำบล ที่อยู่ ชื่อสถานที่ทำงาน ชื่อหน่วยงานของผู้รับการเยี่ยม เหตุผลที่มา และเวลาที่กลับไป โดยจะยึดบัตรประจำตัวหรือใบขับขี่รถยนต์ จักยานยนต์ โดยออกใบแทนให้ เมื่อเสร็จภาระกิจกลับออกไปก็ให้นำใบแทนนั้นมาเปลี่ยนบัตรที่ยึดไว้กลับได้ |
| 6.3 |
เมื่อมีการโยกย้าย ลาออกหรือไล่ออก ทางแผนกบุคคลจะต้องเป็นผู้เรียกบัตรคืนจากพนักงานนั้นๆ แล้วส่งคืนให้ฝ่ายรักษาความปลอดภัย ทางแผนก จะไม่มีโอกาสทราบได้เลยว่า การย้าย การลา หรือถูกไล่ออก ถ้าไม่ได้รับรายละเอียดจากแผนกบุคคล |
| 6.4 |
หากบัตรหาย หมดอายุ พนักงานจะต้องแจ้งให้พนักงานบริษัทหรือผู้เกี่ยวข้องทราบ มิฉะนั้นแล้ว พนักงานผู้นั้นจะมิได้รับอนุญาติให้เข้าบริเวณนั้นได้เลย จนกว่าจะมีผู้มารับรอง |
| 6.5 |
จัดให้มีที่พักผู้มาเยี่ยม หรือผู้มาติดต่อไว้เป็นพิเศษต่างหาก นอกจากบุคคลที่มาติดต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยแท้จริง ทั้งที่ผู้รับการมาเยี่ยมจะต้องรับผิดชอบ ในตัวผู้มาเยี่ยม หรือผู้มาติดต่อคงให้รออยู่ ณ บริเวณที่จอดรถ |
7. พื้นที่ๆ มีการรักษาความปลอดภัย คือ พื้นที่ๆ มีการกำหนดขอบเขต โดยไม่แน่ชัด ซึ่งมีข้อจำกัด
และควบคุมการ เข้า- ออก เป็นกรณีพิเศษ มีความมุ่ง
หมายที่จะพิทักษ์สิ่งที่เป็นความลับบุคคลสำคัญ ทรัพย์สินหรือวัสดุของท่านให้ปลอดภัย โดยกำหนดการรักษาความปลอดภัยในแต่ละเขตให้มีระดับแตกต่างกัน
โดยปฏิบัติดังต่อไปนี้ :-
ส่วนที่ 1 หน้าที่ ของหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย (ซุปเปอร์ไวเซอร์)
| 1 |
ดูแล และควบคุมการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยทั้งหมด ให้เป็นไปตามนโยบายที่ "ผู้ว่าจ้าง" และ "ผู้รับจ้าง" เห็นชอบร่วมกัน |
| 2 |
เป็นผู้ประสานในด้านต่างๆ ระหว่าง "ผู้ว่าจ้าง" และ "ผู้รับจ้าง" ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
|
ส่วนที่ 2 หน้าที่ของ "ผู้ว่าจ้าง"
| 1 |
การชำระค่าจ้าง "ผู้ว่าจ้าง" จะชำระค่าจ้างให้กับ "ผู้รับจ้าง" ไม่เกิน 7 วันทำงานของเดือนถัดไป |
| 2 |
"ผู้ว่าจ้าง" ตกลงแจ้งให้ผู้รับจ้างทราบโดยทันที ถึงเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ใดๆ ที่ อาจเป็นอันตรายต่อความปลอดภัยของสถานที่ หรือทรัพย์สิน
ที่ให้บริการรักษาความปลอดภัยอยู่รวมทั้งแจ้งให้ทราบถึงข้อตำหนิ และคำแนะนำต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของพนักงานรักษาความปลอดภัยของ "ผู้รับจ้าง" |
ส่วนที่ 3 การเปลี่ยนและการยกเลิกสัญญา
| 1 |
"ผู้รับจ้าง" จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างในระหว่างสัญญายังมีผลใช้บังคับ เว้นเสียแต่จะมีการประกาศเปลี่ยนแปลงดัตราค่าจ้างขั้นต่ำ จากหน่วยงาน
ภาครัฐบาลอันชอบด้วยกฏหมาย ทั้งนี้ "ผู้รับจ้าง" จะดำเนินการเปลี่ยนแปลงค่าจ้างได้ โดยให้คำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้าแก่ "ผู้ว่าจ้าง" ตามวันที่ประกาศ
เปลี่ยนแปลง แต่ต้องไม่น้อยกว่า 30 วัน |
| 2 |
เมื่อสิ้นอายุสัญญาว่าจ้างตามกำหนด ที่ระบุไว้ในสัญญาฉบับนี้แต่คู่สัญญาทั้ง 2 ฝ่ายยังมิได้บอกเลิกสัญญาให้ถือว่า สัญญาฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต่อไปอีก เท่ากับระยะเวลาที่ระบบไว้ในสัญญาฉบับนี้ |
| 3 |
ค่าจ้างตามข้อ 2 ส่วนที่ 3 ให้ถือเกณฑ์ตามต้นทุนที่เป็นอยู่ของเครื่องใช้ ภาษีอากรค่าจ้าง และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่ "ผู้รับจ้าง" ต้องจ่าย ถ้าต้นทุนเปลี่ยนแปลงไป "ผู้รับจ้าง" อาจเปลี่ยนแปลงค่าจ้างดังกล่าวได้ โดยให้คำบอกกล่าวได้ โดยให้คำบอกกว่าวเป็นลายลักษณ์อักษร "ผู้ว่าจ้าง" เป็นการล่วงหน้าก่อนหมดสัญญาฉบับบนี้ ไม่น้อยกว่า 3 เดือนปฏิทิน โดยค่าจ้างที่เปลี่ยนแปลงนี้ ให้มีผลบังคับใช้ในวันลาจากวันที่สิ้นระยะเวลาของอายุสัญญาฉบับนี้ |
| 4 |
คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิจะบอกเลิกสัญญานี้ ด้วยการให้คำบอกกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษรล่วงหน้า 30 วัน แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง แต่ถ้า "ผู้รับจ้าง" กระทำการให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ "ผู้ว่าจ้าง" "ผู้ว่าจ้าง" มีสิทธิบอกเลิกสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้ทันที โดยมิต้องมีการบอกล่วงหน้า และ "ผู้ว่าจ้าง" มิต้องต่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าแต่อย่างใด |
|